ชาอู่หลง


ชาอู่หลง
 

ชาอู่หลง

การดื่มชานั้นได้เริ่มขึ้นในประเทศจีน คาดว่าไม่น้อยกว่า 2,167 ปีก่อนคริสตกาล ตำนานการเริ่มต้นของการดื่มชามีหลายตำนาน บ้างก็กล่าวว่าจักรพรรดิเสินหนิงของจีน (Shen Nung) ค้นพบวิธีชงชาโดยบังเอิญ เมื่อพระองค์ทรงต้มน้ำดื่มใกล้ๆ กับต้นชา ขณะรอคอยให้น้ำเดือด กิ่งชาได้หล่นลงในหม้อชา สักพักหนึ่งกลิ่นหอมกรุ่นก็โชยออกมา เมื่อพระองค์เอากิ่งชาออกแล้วทรงดื่ม ก็พบว่า มันทำให้สดชื่น การดื่มชาจึงแพร่หลายมากขึ้นในเวลาต่อมา นอกจากทรงค้นพบสรรพคุณของชาแล้ว พระองค์ยังทรงค้นคว้าและทดสอบสมุนไพรชนิดต่างๆ กว่า 200 ชนิด ชาวจีนจึงได้นับถือว่าพระองค์เป็นบิดาแห่งแพทยศาสตร์
อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า นักบวชชื่อธรรม ซึ่งเป็นโอรสของกษัตริย์อินเดีย ได้เดินทางจาริกบุญเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาในจีน ในช่วงแผ่นดินของจักรพรรดิถูตี่ ในช่วงปี ค.ศ. 519 จักรพรรดิถูตี่ทรงนิยมชมชอบนักบวชจึงได้นิมนต์ให้นักบวชไปพักอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งในเมืองหนานกิง ขณะที่นักบวชได้สวดมนต์ภาวนาอยู่ก็เผลอหลับไป ทำให้ชาวจีนหัวเราะเยาะ เพื่อเป็นการลงโทษตัวเองมิให้กระทำความผิดเช่นนั้นอีก ท่านธรรมจึงได้ตัดหนังตาของตนทิ้งเสีย หนังตาเมื่อตกถึงพื้นก็เกิดงอกขึ้นเป็นต้นชาซึ่งเป็นนิมิตที่แปลก ชาวจีนจึงพากันเก็บชามาชงในน้ำดื่มเพื่อรักษาโรค
นอกจากนี้ยังมีตำนานเล่าขานกันอีกว่า ในสมัยหนึ่งได้เกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดในเมืองจีนผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก เกี้ยอุยซินแสพบว่า สาเหตุใหญ่ของการเกิดโรคเกิดจากการที่ผู้คนพากันดื่มน้ำสกปรก จึงแนะนำให้ชาวบ้านต้มน้ำดื่ม และเพื่อให้ชาวบ้านเชื่อ จึงเสาะหาใบไม้มาอังไฟให้หอมเพื่อใส่ลงไปในน้ำต้ม เกี้ยอุยซินแสพบว่า มีพืชชนิดหนึ่งที่ให้กลิ่นหอมมากเป็นพิเศษ มีรสฝาดเล็กน้อยและแก้อาการท้องร่วงได้ จึงเผยแพร่วิธีการนี้ให้ชาวบ้านได้ทำตาม ซึ่งพืชที่มีกลิ่นหอมก็คือต้นชานั่นเอง
หลักฐานสำคัญที่เป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับเรื่องชาที่สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้คือ "วรรณกรรมชาคลาสสิกฉาชิง (Cha Ching) เป็นตำราที่เกี่ยวกับชาเล่มแรกของโลก บรรยายถึงแหล่งกำเนิดของชา การปลูกชา การผลิตชา คุณภาพของชา วิธีการดื่มชา อุปกรณ์การชงชาและธรรมเนียมการชงชา นานนับศตวรรษที่หนังสือเล่มนี้กลายเป็นพื้นฐานการศึกษาของจีน
ประวัติการปลูกชาในประเทศไทย
ในสมัยสุโขทัยช่วงที่มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีน พบว่าได้มีการดื่มชากัน แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่านำเข้ามาอย่างไร และเมื่อใด แต่จากจดหมายของท่านลาลูแบร์ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้กล่าวไว้ว่า คนไทยได้รู้จักการดื่มน้ำชาแล้ว โดยนิยมชงชาเพื่อรับแขก การดื่มชาของคนไทยสมัยนั้นดื่มแบบชาจีนไม่ใส่น้ำตาล
สำหรับการปลูกชาในประเทศไทยนั้น แหล่งกำเนิดเดิมจะอยู่ตามภูเขาทางภาคเหนือของประเทศ โดยจะกระจายอยู่ในหลายจังหวัดแถบภาคเหนือ ที่สำคัญได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน ลำปางและตาก จากการสำรวจของคณะทำงานโครงการหลวงวิจัยชาได้พบแหล่งชาป่าที่บ้านไม้ฮุง กิ่งอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน บริเวณเขตติดต่อชายแดนประเทศพม่า ต้นชาป่าที่พบเป็นชาอัสสัม (Assam tea) อายุหลายร้อยปี เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นประมาณ 0.5 เมตร ชาวบ้านละแวกนั้นเรียกต้นชาพันปี
เข้าใจว่าต้นชาขนาดใหญ่สามารถพบได้อีกตามบริเวณเทือกเขาสูงของจังหวัดแพร่และน่าน โดยสวนชาส่วนใหญ่ทางภาคเหนือ จะเป็นสวนเก่าที่ได้จากการถางต้นไม้ชนิดอื่นออก เหลือไว้แต่ต้นชาป่าที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า ต้นเมี่ยง จำนวนต้น/ไร่ต่ำ ประมาณ 50-200 ต้น/ไร่ ผลผลิตใบชาสดต่ำเพียง 100-140 กิโลกรัม/ไร่ ชาวบ้านจะเก็บใบชาป่าด้วยมือโดยการรูดใบทั้งกิ่ง แล้วนำใบมาผลิตเป็นเมี่ยง ในปัจจุบันช่วงใดที่เมี่ยงมีราคาสูง ใบชาป่าจะถูกนำมาผลิตเป็นเมี่ยง แต่เมื่อเมี่ยงมีราคาถูก ใบชาป่าจะถูกไปจำหน่ายให้กับโรงงานผลิตชาจีนขนาดเล็ก ทำให้ชาจีนที่ผลิตได้มีคุณภาพต่ำ
การพัฒนาอุตสาหกรรมชาของประเทศไทย เริ่มขึ้นอย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2480 โดย นายประสิทธิ์ และนายประธาน พุ่มชูศรี สองพี่น้องได้ตั้งบริษัท ใบชาตราภูเขา จำกัด และสร้างโรงงานชาขนาดเล็กขึ้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โดยรับซื้อใบชาสดจากชาวบ้านที่ทำเมี่ยงอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าพบปัญหาอุปสรรคหลายประการ เช่น ใบชาสดมีคุณภาพต่ำ ปริมาณไม่เพียงพอ ชาวบ้านขาดความรู้ความชำนาญในการเก็บเกี่ยวยอดชาและการตัดแต่งกิ่งชา ส่วนที่อำเภอฝางนั้น นายพร เกี่ยวการค้า ได้นำผู้เชี่ยวชาญทางด้านชาชาวฮกเกี้ยนมาจากประเทศจีน เพื่อมาถ่ายทอดความรู้ให้กับคนไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 สองพี่น้องตระกูลพุ่มชูศรี ได้แก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเริ่มปลูกสวนชาเป็นของตนเอง ใช้เมล็ดพันธุ์ชาพื้นเมืองมาเพาะ สวนชาตั้งอยู่ที่แก่งพันท้าว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ในเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่และต่อมาได้ขยายพื้นที่ปลูกมาที่บ้านเหมืองกืด และบ้านช้าง ตำบลสันมหาพน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2508 ได้ส่งเสริมการผลิตมากขึ้น โดยขอสัมปทานทำสวนชา จากกรมป่าไม้จำนวน 2,000 ไร่ ที่บ้านบางห้วยตาก ตำบลอินทขิน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในนามของ บริษัทชาระมิงค์ และทำสวนชาที่ตำบลสันมหาพน อำเภอแม่แตง ในนามของ บริษัทชาบุญประธาน ชาที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะเป็นชาฝรั่ง ต่อมาเอกชนเริ่มให้ความสนใจอุตสาหกรรมการผลิตชามากขึ้นโดยในปี พ.ศ. 2530 บริษัทชาระมิงค์ได้ขยายสัมปทานสวนชา ให้แก่บริษัทชาสยาม จากนั้นชาสยามได้เริ่มส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกไร่ในบริเวณใกล้เคียงปลูกสวนชาแบบใหม่ และรับซื้อใบชาสด จากเกษตรกรนำมาผลิตชาฝรั่งนามชาลิปตัน จนกระทั่งปัจจุบันนี้
สำหรับภาครัฐนั้น การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2483 โดยปลัดกระทรวงเกษตร (ม.ล.เพช สนิทวงศ์) อธิบดีกรมเกษตร (คุณพระช่วงเกษตรศิลปาการ) และหัวหน้ากองพืชสวน (ม.จ.ลักษณากร เกษมสันต์) ได้เดินทางไปสำรวจหาแหล่งที่จะทำการปลูกและปรับปรุงชาที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในที่สุดได้เลือกบริเวณโป่งน้ำร้อน เป็นที่ทดลองปลูกชา โดยตั้งเป็น สถานีทดลองพืชสวนฝางมีนายพ่วง สุวรรณธาดา เป็นหัวหน้าสถานี ระยะแรกเมล็ดพันธุ์ชาที่นำมาปลูก ได้ทำการเก็บมาจากท้องที่ตำบลม่อนบินและดอยขุนสวยที่มีต้นชาป่าขึ้นอยู่ ต่อมามีการนำชาพันธุ์ดีมาจากประเทศอินเดีย ไต้หวัน และญี่ปุ่นมาทดลองปลูก เพื่อทำการค้นคว้าและวิจัยต่อไป ในส่วนของกรมเกษตรที่สูงหลายแห่ง เช่น สถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ จังหวัดตาก สถานีทดลองเกษตรที่สูงวาวี จังหวัดเชียงราย และสถานีทดลองเกษตรที่สูงแม่จอนหลวง จังหวัดเชียงใหม่
ในปี พ. ศ. 2518 ฝ่ายรักษาความมั่นคงแห่งชาติได้เริ่มโครงการปลูกชาในพื้นที่หมู่บ้านอพยพ 6 หมู่บ้าน คือ บ้านหนองอุ แกน้อย แม่แอบ ถ้ำงอน ถ้ำเปรียงหลวง และแม่สลอง โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวัน จัดส่งเมล็ดพันธุ์ชาลูกผสม มาให้ทดลองปลูกพร้อมทั้งส่งผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดเทคนิคการปลูกและการผลิตให้ด้วย ต่อมาอีก 3 ปี มีการสร้างแปลงสาธิตการ ปลูกชาขึ้นที่บ้านแม่สลอง หนองอุและแกน้อย ในปี พ.ศ. 2525 จึงได้มีการจัดตั้งสหกรณ์ใบชาแม่สลอง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ทำให้สมาชิกที่ปลูกใบชาได้รับความช่วยเหลือในด้านการเงินและการแนะนำด้านต่างๆ
ในปี พ.ศ. 2525 กองบริการอุตสาหกรรมภาคเหนือ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมร่วมกับศูนย์เพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย ได้จัดทุนดูงานด้านอุตสาหกรรมชาแก่ผู้ประกอบกิจการชาจำนวน 12 คน ณ ประเทศไต้หวัน และศรีลังกา เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ต่อมาในเดือนตุลาคม พ. ศ.2526 ศูนย์เพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย ได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญด้านชาจีนจากประเทศไต้หวัน 2 คน คือ นายซูหยิงเลียน และนายจางเหลียนฟู มาให้คำแนะนำด้านการทำสวนชาและเทคนิคการผลิตชาจีน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในเดือนมิถุนายน 2527 ศูนย์เพิ่มผลผลิตแห่งเอเชียได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญสวนชาฝรั่งจากประเทศศรีลังกา คือ นายเจซี รามานา เคน มาให้คำแนะนำและสาธิตเทคนิคการผลิตชา เป็นเวลา 3 สัปดาห์
ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 กรมวิชาการเกษตรได้ขอผู้เชี่ยวชาญจาก F.A.O. มาสำรวจและศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตอุตสาหกรรมชา ซึ่งทาง F.A.O. ได้ส่ง Dr. A.K.Aich ผู้เชี่ยวชาญชาฝรั่ง จากประเทศอินเดีย เข้ามาศึกษาเป็นเวลา 1 เดือน และมีการส่งนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรไปดูงานด้านการปลูก และการผลิตชาฝรั่งที่ประเทศอินเดีย

ลักษณะและส่วนประกอบต่างๆของชา
ชาเป็นพืชในวงศ์ (family) Theaceae  สกุล (genus) Camellia ที่มีมากกกว่า 300 ชนิด (species) ชาที่ผลิตทางการค้าส่วนใหญ่มาจาก 2 สายพันธุ์ คือ Camellia sinensis var. sinensis (Chinese tea) และ Camellia sinensis var. assamica (Assam tea  หรือ Indian tea) ชาสายพันธุ์จีนเป็นชาที่ใบมีขนาดเล็ก และแคบ ทนทานต่อสภาพอากาศหนาวเย็นมากกว่าชาสายพันธุ์อัสสัม การจำแนกสายพันธุ์ชานอกจากพันธุ์ชาทางการค้า 2 กลุ่มหลักที่กล่าวไว้แล้วยังพบสายพันธุ์ลูกผสม (hybrid) ที่เกิดจากการผสมข้ามระห่วางสายพันธุ์ทำให้ได้ชาลูกผสมที่มีลักษณะทางฟีโนไทป์แตกต่างกัน (heterogeneous) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการ การปรับปรุงพันธุ์ชา (tea breeding) การปรับปรุงพันธุ์ชาทำให้ได้พันธุ์ชามีลักษณะทางกายภาพ ขนาดและลักษณะใบที่แตกต่างกันออกไป รวมทั้งให้รสชาติของน้ำชาที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน นับตั้งแต่สมัยอดีต ประเทศไทยได้ทดลองนำเอาชาสายพันธุ์จีนที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จากประเทศไต้หวันเข้ามาปลูกในเขตพื้นที่สูงของจังหวัดเชียงราย แล้วขยายพันธุ์ พร้อมทั้งเพิ่มพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่อง
ต้นชาประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ที่สำคัญดังนี้
ราก
ชาเป็นพืชที่มีรากแก้วและรากฝอย แต่ไม่มีรากขน ต้นชาที่ได้จากการปักชำจะไม่มีรากแก้ว รากชาจะมีการสะสมของคาร์โบไฮเดรตในรูปของแป้ง  การแตกยอดของต้นชาขึ้นอยู่กับอาหารสำรองคาร์โบไฮเดรตในราก
ใบ เป็นใบเดี่ยว การจัดเรียงของใบเป็นแบบสลับ 1 ใบต่อ 1 ข้อ ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย ปลายใบแหลม หน้าเป็นมัน ใต้ใบมีขนอ่อนปกคลุม ชาสายพันธุ์จีนมีขนาดใบเล็กและหนาว่าสายพันธุ์อัสสัม
ดอก ดอกชาเกิดระหว่างลำต้นกับใบ มีทั้งดอกเดี่ยวและดอกช่อ (2-4 ดอก) ก้านดอกสั้น กลีบเลี้ยงสีเขียวเข้ม กลีบดอกมีสีขาว เป็นดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียในดอกเดียวกัน ดอกมีกลิ่นหอม
ผล ผลชามีลักษณะเป็นแคปซูล เปลือกหนามีสีเขียวอมน้ำตาล แบ่งเป็น 3 ช่อง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5-2.0 ซม. หลังจากผสมเกสรแล้วกลีบดอกและเกสรตัวผู้จะร่วง เริ่มติดเป็นผล ผลชาจะแก่เต็มที่เมื่ออายุ 9-12 เดือน เมื่อผลแก่เต็มที่ผลจะแตก เมล็ดจะร่วงลงดิน
เมล็ด เมล็ดชาจะพบในผลประมาณ 1-3 เมล็ด มีรูปร่างกลม มีใบเลี้ยง 2 ใบอวบหนา มีน้ำมันห่อหุ้มต้นอ่อน

การผลิตชาอู่หลง
การผลิตชาอู่หลง (oolong  tea)  เป็นชาที่ผ่านกระบวนการหมักบางส่วน (partially fermented tea) หรือเรียกว่าชากึ่งหมัก (semi-fermented tea) การผลิตชาอู่หลงของไทยนิยมผลิตจากชากลุ่มพันธุ์จีน เช่น พันธุ์อู่หลงเบอร์ 12 พัฒนามาจากพันธฺุ์ชาอู่หลงชิงเซียน  และอู่หลงเบอร์ 17 (อู่หลงก้านอ่อน) พัฒนามาจากพันธฺุ์ชาอุ่หลงหยวนจือ กรรมวิธีการผลิตเริ่มจากการเก็บยอดชาสด  1 ยอดตูมและ 2-3 ใบบาน    จากนั้นใบชาจะถูกลำเลียงเข้าโรงงานเพื่อ
1. ผึ่งกลางแจ้ง (outdoor withering) ประมาณ 20-40 นาทีเพื่อให้ใบชาเกิดการคายน้ำ
2. ขั้นตอนต่อไปใบชาจะถูกผึ่งในร่ม (indoor withering) ในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์  ในระหว่างผึ่งในร่มนี้ ยอดชาจะถูกเขย่ากระตุ้นให้ช้ำ  การผึ่งในร่มทำให้เกิดการหมักบางส่วนที่ทำให้เอนไซม์พอลิฟีนอลออกซิเดสเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชันของคาเทชิน  ทำให้เกิดการรวมตัวกันของคาเทชินเป็นสารประกอบใหม่ที่ทำให้ชาอู่หลงมีสี กลิ่น และรสชาติที่ต่างไปจากชาเขียว
3. ภายหลังการผึ่งในร่มยอดชาจะถูกนำไปคั่วด้วยเครื่องคั่ว (pan-firing)
4. ตามด้วยนวด (rolling) ให้เป็นเส้นหรือขึ้นรูปให้เป็นเม็ดแล้วแต่โรงงานผลิตแต่ละแห่ง  และนำไปอบแห้ง (drying)
5. ตามด้วยการคัดเกรด (sorting) และบรรจุ (packing)
ผลิตภัณฑ์ชาอู่หลงของไทยจะมีลักษณะเป็นเส้นหรือเม็ดสีเขียวเข้มอมน้ำตาล  เมื่อชงชาอู่หลงด้วยน้ำร้อนสีของน้ำชาอู่หลงจะมีสีเหลืองอ่อนๆ  สีเขียวอมเหลือง หรือสีเหลืองทอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับการหมักของโรงงานผลิตแต่ละแห่ง  ชาอู่หลงของไทยที่ผลิตทางการค้าจะเรียกชื่อตามสายพันธุ์ชา ได้แก่ ชาอู่หลงเบอร์ 12 และชาอู่หลงก้านอ่อน (ชาอู่หลงเบอร์ 17) ซึ่งเลขเบอร์ที่ตามหลังคือรหัสแปลงในการพัฒนาสายพันธุ์ที่นำมาจากไต้หวันนั่นเอง
สรรพคุณชาอู่หลง
ชาอู่หลง (Oolong tea) คือ ชาชนิดที่ผ่านกระบวนการหมักยอดใบชาสดเพียงบางส่วนประมาณ 10-80% ในระหว่างการผลิต โดยการเพิ่มขั้นตอนการนำใบชามาผึ่งแดดไว้ประมาณ 20-40 นาที ทำให้อุณหภูมิของใบชานั้นสูงขึ้นจนเกิดกลิ่นหอมแล้วจึงนำไปผึ่งในร่มที่อีกครั้ง พร้อมกระตุ้นให้ยอดชาตื่นตัว เร่งการหมัก แล้วจังนำยอดชาที่หมักนั้นมาทำให้แห้ง
จากการที่กรรมวิธีการผลิตชาอู่หลงที่ผ่านกระบวนการกึ่งหมักนั้น จึงทำให้เกิดสารสำคัญที่เรียกว่า Oolong Tea polymerized-polyphenols หรือ OTPPs (พบได้มากในชาอู่หลง) นอกเหนือจากคาเฟอีน (Caffeine) และสารในกลุ่มคาเทชิน (Catechin) ที่พบได้เช่นกันในชาเขียวและชาดำ สำหรับ OTPPs นั้นเป็นกลุ่มของสารโพลีฟีนอลที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสารกลุ่มคาเทชินส์อันเนื่องมาจากกระบวนการกึ่งหมักของใบชา โดยมีเอนไซม์โพลีฟีนอลออกซิเดสและความร้อนจากกระบวนการผลิตเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งสารในกลุ่มนี้จะมีผลต่อสี กลิ่น และรสชาติของชาอู่หลง โดยปริมาณของสารนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามระดับของการหมัก มักพบอยู่ในช่วงประมาณ 8-85% ตัวอย่างของสารในกลุ่มนี้ก็ได้แก่ ไดเมอร์ริกคาเทชินส์ เช่น Oolonghomobisflavan A และ Oolonghomobisflavan B สารกลุ่มทีเอฟลาวิน (Theaflavins) และทีอะรูบิจิน (Thearubigins)
โดยขั้นตอนการหมักนั้นจะช่วยทำให้สีของน้ำชาเข้มขึ้น ชาแบบนี้ที่รู้จักกันก็คือ “ชาอู่หลง” หรือ “ชาอูหลง” เป็นที่นิยมดื่มกันมากในแถบประเทศจีนตอนกลาง แถบมณฑลฝูเจี๋ยน กวางตุ้ง เป็นชาที่มีรสชาติเข้มข้นและมีกลิ่นหอม น้ำชาที่ได้จะมีสีแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต เช่น สีเหลืองอมเขียว สีน้ำตาลอมเขียว สีน้ำตาลอมเหลือง สีน้ำตาลอมส้ม เป็นต้น ส่วนในประเทศไทยนั้นได้มีการผลิตชาอู่หลงในแถบยอดดอยแม่สลอง ดอยวาวี จังหวัดเชียงราย ซึ่งชาที่ได้จะมีคุณภาพที่ดี รสชุ่มคอ และมีกลิ่นหอม ซึ่งเป็นที่รู้จักและนิยมดื่มกันมากขึ้น
1. ชาอู่หลง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ หลายโรค และช่วยชะลอวัย
2. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง
3. ช่วยต้านอาการอักเสบและบวม
4. ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดหัวใจ
5. ช่วยลดระดับน้ำตาในเลือด ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน
6.ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคความดันโลหิตสูงล
 

ประโยชน์ของชาอู่หลง

1. ชาอู่หลง เป็นชาที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมาเป็นระยะเวลานาน มีจุดเด่นตรงที่มีกลิ่นหอมละมุนชุ่มติดคอ ให้รสชาติที่เข้มกว่าชาเขียว แต่ฝาดน้อยกว่าชาดำ โดยจัดเป็นเครื่องดื่มที่รายงานการศึกษาถึงผลดีต่อร่างกายหลายด้าน
2. จากการศึกษาวิจัยของชาวสหรัฐอเมริกา และได้มีการตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Nutrition ได้ระบุว่า ชาอู่หลงเป็นตัวช่วยในการล้างพิษ สามารถช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ทำลาย DNA ในกระแสเลือดได้ดี
3. ชาอู่หลงมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยต่อต้านริ้วรอยทีเกิดจากการเผชิญกับรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต มลภาวะต่าง ๆ และความเครียด จึงช่วยชะความแก่ได้อีกด้วย
4. รายงานของกองการป้องกันโรคและกองงานโภชนาการ ในกรมการแพทย์ของประเทศจีน ได้รายงานว่า ชาอู่หลงมีฤทธิ์ยับยั้งสาร DEAN ที่ทำให้เกิดมะเร็งปอด และสาร MNNG ที่เป็นสารก่อมะเร็งในกระเพาะอาหารและลำไส้
5. ช่วยลดการสะสมและช่วยควบคุมปริมาณของไขมันในเลือด ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วน (OTPPS เป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล มีความสำคัญต่อการลดและควบคุมปริมาณของไขมันในร่างก่าย โดยพบว่าสารในกลุ่มนี้สามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไลเปสซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวกับการดูดซึมไขมันที่ลำไส้เล็ก ซึ่งเป็นกลไกเดียวกันกับยาลดความอ้วนบางชนิดในปัจจุบัน และยังมีรายด้วยว่าการดื่มชาอู่หลงหลังการรับประทานอาหารจะช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ช่วยเพิ่มการขับไขมันออกทางอุจจาระ มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน โดยมีรายงานว่าชาอู่หลงสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าชาเขียวถึง 2 เท่า) (บางข้อมูลระบุว่าชาอู่หลงสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ถึง 4% และช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) ที่เป็นโทษต่อร่างกายลงได้ถึง 8%)
6. การดื่มชาอู่หลง น่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันและบำบัดภาวะอ้วนลงพุง หรือ Metabolic syndrome ได้ โดยมีการศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นผลของการดื่มชาอู่หลงต่อการลดความอ้วนในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ซึ่งเป็นการศึกษาของ Rong-rong H และคณะ ได้พบว่าการบริโภคชาเขียววันละ 8 กรัม ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงมากกว่า 1 กิโลกรัม ไขมันที่สะสมในร่างกายก็ลดลง 12% และมีความสัมพันธ์กับเส้นรอบวงเอวที่ลดลงด้วย ส่วนการศึกษาของ Junichi N และคณะ ได้พบว่าการดื่มชาอู่หลงติดต่อกันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ จะช่วยทำให้ไขมันในช่องท้องลดลง โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ เช่นเดียวกับการศึกษาของ Maekawa T และคณะ ทีได้พบว่า การดื่มชาอู่หลงสามารถทำให้น้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย มวลไขมันรวมในร่างกาย ไขมันในช่องท้อง เส้นรอบวงเอว เส้นรอบวงสะโพก และความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนังลดลงอย่างปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Nakamura J และคณะ ที่พบว่าการดื่มชาอู่หลงสามารถช่วยลดไขมันสะสมในช่องท้องและขนาดรอบวงเอว ส่วนการศึกษาจาจีนซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างเป็นคนอ้วนจำนวน 102 ราย พบว่า เมื่อให้กลุ่มตัวอย่างดื่มชาอู่หลงทุกวัน ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ พบว่าร้อยละ 22 ของกลุ่มตัวอย่างมีน้ำหนักตัวลดลงเกินกว่า 3 กิโลกรัม โดย่สวนที่ลดเป็นจะเป็นไขมันบริเวณพุงมากกว่าส่วนอื่น ๆ
7.ชาอู่หลงสามารถช่วยเพิ่มกระบวนเมทาบอลิซึม (Metabolism) หรือกระบวนการเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าชาชนิดอื่น ๆ โดยมีรายงานว่าการดื่มชาอู่หลงจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญขณะพักในเวลา 120 นาที หลังการดื่มประมาณ 10% เมื่อเทียบกับชาเขียวซึ่งจะเพิ่มได้เพียง 4% ด้วยเหตุนี้เองชาอู่หลงจึงเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับผู้ที่นิยมกินเนื้อสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ และผู้ที่ต้องการลดลดระดับคอเลสเตอรอลและไขมันในเลือดสูง
หมายเหตุ : สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนด้วยการดื่มชาอู่หลงเพียงอย่างเดียวเป็นสิ่งที่ไม่แนะนำให้ทำครับ หากคุณต้องการลดน้ำหนักคุณก็ต้องใช้วิธีการอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การออกกำลังกายอย่างเสมอ ควบคุมอาหาร มีอารมณ์แจ่มใสเบิกบาน ไม่เครียด เป็นต้น สำหรับชาอู่หลงสำเร็จรูปที่วางขายตามท้องตลาดนั้น อันนี้ไม่ผมขอแนะนำครับ ซื้อแบบที่เป็น “ใบชาอู่หลง” มาชงดื่มเองจะได้ประโยชน์สูงสุดครับ เพราะชาอู่หลงแบบสำเร็จนั้น ถ้าหากลองสังเกตดูที่ฉลากโภชนาการข้างขวดแล้วคุณก็จะพบว่าบางยี่ห้อมีการเติมน้ำตาลลงไปมากถึง 28 กรัมต่อ 1 ขวด ซึ่งแน่นอนว่ากินให้ตายยังไงน้ำหนักก็ไม่ลดลงอย่างแน่นอน แต่ถ้าจะซื้อมาดื่มจริง ๆ ก็ควรจะเลือกเป็นแบบที่ไม่ใส่น้ำตาล
 
 
 

วิธีชงชาอู่หลง

การชงชาอู่หลงให้มีรสชาติดีนั้นมีข้อสำคัญหลักอยู่ 4 ประการ ได้แก่
·         ปริมาณของใบชา : การจะใช้ในปริมาณเท่าใดนั้นจะอยู่กับลักษณะของใบชา (เช่น กลมแน่น กลมหลวม หรือเป็นเส้น) ถ้าใบชาที่ใช้มีลักษณะกลมแน่น ให้ใช้ชาประมาณ 25% ของกาชา (เมื่อแช่อยู่ในน้ำร้อนจะคลายตัวจนเป็นใบชัดเจน ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้การคลายตัวไม่ดี รสชาติที่ได้จะไม่ได้มาตรฐาน) เมื่อคลายเต็มที่ควรจะมีปริมาณ 90% ของกาชา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของใบชา และขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนด้วยนะครับ ว่าต้องการให้มีรสชาติเข้มข้นมากน้อยเพียงใด
·         อุณหภูมิของน้ำ : น้ำที่ใช้ชงไม่จำต้องใช้น้ำร้อนเกิน 100 องซาเซลเซียส แต่ให้ดูว่าจะชงชาประเภทใด เช่นอุณหภูมิต่ำกว่า 80 องศาเซลเซียส จะใช้ชงกับชาเขียวทั่วไป อุณหภูมิ 80-90 องศาเซลเซียส จะเหมาะกับชาที่เป็นรูปทรงบอบบางแตกหักง่ายหรือชาที่มีใบอ่อนมาก ส่วนอุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียวขึ้นไปนั้นจะเหมาะสำหรับชาที่รูปทรงแน่นกลมแข็ง
·         เวลาในการชง : เวลาเป็นตัวบ่งบอกว่า น้ำชาที่ได้จะมีรสอ่อนหรือแก่ โดยปกติแล้วชาประเภททรงกลมแน่นจะใช้เวลาในการชงครั้งแรกประมาณ 45-60 วินาที แต่ถ้าชงครั้งต่อ ๆ ไป ก็ให้เพิ่มเป็น 10-15 วินาทีต่อครั้ง
·         กาชาที่ใช้ชง : กาที่ใช้ควรทำมาจากดินเผา เพราะกาดินเผาจะเก็บความร้อนได้ดีกว่า และให้การตอบสนองที่ดีกว่ากาที่ทำมาจากวัสดุแบบอื่น
 
สำหรับวิธีการชงชงอู่หลงนั้น มีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ครับ
1. ใส่ใบชาลงไปในกาประมาณ 1/6-1/4 ของปริมาตรกา
2. รินน้ำเดือดลงในกาครึ่งหนึ่ง แล้วเทน้ำทิ้งทันที (ไม่ควรเกิน 5 วินาที) เพื่อเป็นการล้างและอุ่นใบชาให้ตื่นตัว
3. ขั้นตอนต่อมาให้รินน้ำเดือดลงในชากาอีกครั้งจนเต็ม แล้วปิดฝากาทิ้งไว้ประมาณ 45-60 วินาที
4. เมื่อเสร็จแล้วให้รินน้ำชาลงในแก้วดื่ม (ในการรินแต่ละครั้ง จะต้องรินน้ำออกให้หมดจากกา มิฉะนั้นจะทำให้น้ำชาที่เหลือคากามีรสขมและฝาดมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เสียรสชาติได้)
5. ใบชาสามารถชงซ้ำได้ประมาณ 4-6 ครั้ง และในการชงแต่ละครั้งให้เพิ่มเวลาครั้งละประมาณ 10-15 วินาที เช่น ชงรอบแรกใช้เวลา 60 วินาที พอจะชงครั้งที่สองก็ให้เพิ่มเป็น 70-75 วินาที เป็นต้น
 
พูดถึงประโยชน์มาก็เยอะ ถ้าจะให้บอกว่าชาอู่หลงเป็นชาที่ไม่มีโทษหรือผลข้างเคียงเลยก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะขึ้นชื่อว่าชาแล้วก็ต้องมีข้อเสียและข้อควรระวังอยู่บ้าง เพราะชานั้นเป็นเครื่องดื่มที่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไทรอยด์ โรคกระเพาะอักเสบ โลหิตจาง ผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ รวมถึงสตรีมีครรภ์ ซึ่งข้อเสียส่วนนี้ไว้ผมจะกล่าวถึงในบทความต่อไปครับ ในเรื่อง “ชา” ว่าจริง ๆ แล้วมันมีประโยชน์หรือโทษอย่างไร เพราะที่กล่าวมานั้นคือสรรพคุณของชาอู่หลงเท่านั้น
 
 


 

วันที่ 03/05/2560 12:06:37